กลิ่นตัวแรง

0
กลิ่นตัวแรง

กลิ่นตัว กลิ่นเหม็นที่มีผลมาจากต่อมเหงื่อที่ทำงานผิดปกติ ทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ เท้า หรือขาหนีบ เมื่อเหงื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง จึงทำให้เกิดกลิ่นตัวแรง หรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ขึ้น สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งเพศหญิง และชาย หากเกิดกับเพศชายนั้นจะมีกลิ่นตัวที่ค่อนข้างแรงมากกว่า เนื่องจากเพศชายจะมีต่อมเหงื่อที่เยอะกว่าและอาจจะเป็นการที่เพศชายรักษาความสะอาดได้ไม่ดีเท่ากับเพศหญิงนั่นเอง ซึ่งกลิ่นนั้นถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งกลิ่นตัวนั้นจะเป็นกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้คนที่อยู่รอบข้างขยับตัวออกห่าง อาจจะเป็นการแสดงออกด้วยการเอามือปิดจมูกจนทำให้ผู้ที่มีกลิ่นตัวขาดความมั่นใจ

กลิ่นตัวเกิดจากอะไร ?

กลิ่นตัวของคนเรานั้นจะเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ฝังตัวอยู่ตามบริเวณรักแร้ ฝ่ามือ เท้า และขาหนีบ ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับต่อมเหงื่อ 2 ต่อม คือ ต่อมเหงื่อ Eccrine และต่อมเหงื่อ Aprocrine ด้วยการย่อยสลายเหงื่อเอง จนทำให้เกิดเชื้อรา และกรดไขมัน เป็นเหตุให้เกิดความอับชื้น และเกิดกลิ่นตามมา

  • ต่อมเหงื่อ Eccrine หรือต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีกลิ่น เป็นต่อมเหงื่อที่ขับเหงื่อออกจากร่างกาย เพื่อช่วยลดอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างฉับพลัน อาจจะเป็นการออกกำลังกายการอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อน เป็นการขับเหงื่อทั่วทั้งร่างกาย ไม่เว้นแม้กระทั่งเท้า แต่ถึงเหงื่อจะออกมากเท่าไรก็ไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เว้นเสียแต่จะมีกลิ่นอับชื้นตามมา
  • ต่อมเหงื่อ Aprocrine หรือต่อมเหงื่อที่มีกลิ่น เป็นต่อมเหงื่อที่ผลิตเหงื่อโดยตรง บริเวณข้อพับไม่ว่าจะเป็นรักแร้ ข้อพับขา ข้อมือ ท้ายทอย อวัยวะเพศ โดยเหงื่อในส่วนนี้จะมีส่วนผสมของไขมันและโปรตีน จึงทำให้เกิดปฏิกิริยากับเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย และเกิดเป็นกลิ่นตัวขึ้นมา ยิ่งทานอาหารที่มีกลิ่นจัด ๆ ก็จะพบว่ากลิ่นตัวในวันนั้น ๆ จะรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

และปัจจัยที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวนั้นก็จะมาจากปัจจัยเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นในด้านเชื้อชาติ ซึ่งจะพบได้จากชาวยุโรปและชาวอินเดียที่จะมีกลิ่นตัวแรงมากกว่าชาวเอเชีย และคนที่มีผิวสีจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนผิวขาว เนื่องจากมีพันธุกรรมที่เหงื่อจากต่อมเหงื่อของคนผิวสี มีความรุนแรงกว่าคนผิวขาว อาหารก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดกลิ่น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเผ็ดจัด เค็มจัด เปรี้ยวจัด อาหารที่มีส่วนผสมของเครื่องเทศเยอะ ๆ หรือเครื่องเทศกลิ่นแรง ในส่วนของฮอร์โมนก็มีส่วนสำคัญซึ่งช่วงวัยรุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ที่มีผลต่อการเกิดกลิ่นตัวได้มาก ซึ่งสาเหตุนี้จะมีน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น และสุดท้ายสภาพอากาศที่มีอากาศร้อน หรือร้อนชื้น ทำให้เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่าย และรุนแรง

เทคนิคในการรักษากลิ่นตัวมีอะไรบ้าง ?

  • การออกกำลังกายจะทำให้มีเหงื่อออกมาก ดังนั้นหลังออกกำลังกายจะต้องอาบน้ำสระผมให้สะอาด
  • ควรอาบน้ำและใช้สบู่ที่ลดกลิ่นกายและควรอาบน้ำวันละ 2 ครั้งเพื่อไม่ให้กลิ่นเหงื่อหมักหมมในร่างกาย
  • ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าโปร่ง เนื่องจากเหงื่อและกลิ่นตัวจะแปรผันตามเสื้อผ้าที่ใช้ ยิ่งหนา ก็จะยิ่งอับและยิ่งชื้นขึ้น
  • หมั่นกำจัดขนใต้วงแขน ยิ่งมีขนมากยิ่งเสี่ยงต่อการสะสมของแบคทีเรียมาก
  • ไม่แนะนำให้ใช้กลิ่นน้ำหอมแบบผสม เช่นหากใช้โรลออนที่มีกลิ่น ก็ไม่ควรใช้น้ำหอม เพราะกลิ่นจะตีกันได้
  • ในกรณีที่ชอบใช้น้ำหอมหากไม่ต้องการให้กลิ่นตีกับน้ำหอมแนะนำให้ใช้สารส้ม นอกจากจะลดกลิ่นไม่พึงประสงค์แล้ว กลิ่นยังไม่ตีกับน้ำหอมด้วย
  • แนะนำให้พกทิชชูเปียก เมื่อเหงื่อออกมากให้ใช้ทิชชูเปียกเช็ด
  • ในขณะที่อาบน้ำแนะนำให้ทำการสครับผิวเพื่อขจัดขี้ไคล และเซลล์ผิวที่ตายแล้ว รวมถึงกำจัดแบคทีเรียบางส่วนออกจากผิว ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง
  • การทำเลเซอร์กำจัดกลิ่น จะเป็นการกำจัดกลิ่นแบบถาวรด้วยเทคโนโลยี miradry ถือได้ว่าเป็นทางออกที่ดีวิธีหนึ่ง เนื่องจากเป็นการทำลายต่อมเหงื่อและต่อมกลิ่นบริเวณรักแร้โดยเฉพาะ เรียกได้ว่าเสียเงินเพียงแค่ครั้งเดียวแต่มีความคุ้มสุด ๆ
  • การฉีดโบท็อก แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษากับแพทย์ผิวหนังหรือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อทำการฉีดโบท็อกซ์ลดเหงื่อ แต่จะต้องฉีดซ้ำเรื่อย ๆ ทุก 3 – 6 เดือน ซึ่งมีราคาทำต่อครั้งค่อนข้างสูง

Miradry หนึ่งในเทคนิคทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาให้กับผู้ที่มีปัญหากลิ่นตัวแรงและเหงื่อออกมากผิดปกติ เป็นเครื่องที่นำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้สำหรับการรักษาเพื่อช่วยลดเหงื่อลดกลิ่นตัวและขนบริเวณใต้วงแขนและจุดซ่อนเร้นของสาว ๆ ที่มีกลิ่นเหม็นอับ เป็นเครื่องที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหรือคลื่นไมโครเวฟในการทำลายต่อมเหงื่อและต่อมกลิ่น โดยส่วนใหญ่แล้วกว่า 90% ของคนไข้ที่เข้ามาทำจะได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจ ผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์จะต้องมีปัญหาเหงื่อออกมากทำให้มีกลิ่นตัวแรง ผู้ที่แพ้โรลออนหรือสารเคมีอื่น ๆ ผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติบริเวณรักแร้ ผู้ที่เคยทำการรักษาด้วยวิธีการฉีดสารระงับกลิ่นตัวบางประเภทมาก่อน แต่ต้องการให้เห็นผลในระยะยาว และสำหรับสาว ๆ ที่มีกลิ่นที่บริเวณอวัยวะเพศมีกลิ่นอับ

โบท็อกกำจัดเหงื่อและกลิ่นรักแร้ หลังทำการฉีดโบท็อกซ์เพื่อกำจัดเหงื่อและกลิ่นรักแร้จะเริ่มเห็นผลประมาณ 2 – 4 สัปดาห์ และผลการรักษานั้นจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 8 เดือน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ในการทำโบท็อกนั้นจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาเหงื่อและกลิ่นตัวได้ถาวร เนื่องจากไม่ได้ไปทำลายต่อมเหงื่อ หรือต่อมกลิ่นแต่อย่างใด ดังนั้น การทำโบท็อกจะช่วยได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น และจะสลายไปเองตามเวลา ดังนั้น จึงต้องมีการไปฉีดซ้ำเพื่อกำจัดเหงื่อและกลิ่นรักแร้อยู่เรื่อย ๆ และผู้ที่ไม่เหมาะกับการฉีดโบท็อกเพื่อกำจัดกลิ่นตัวนั้นจะเป็นผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบบกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin Botulinum และหญิงมีครรภ์ที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร

กลิ่นตัวแรง สิ่งที่ใครหลาย ๆ คนไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้นจึงต้องพยายามหาวิธีที่จะรักษาตัวเองไม่ให้เกิดกลิ่นตัวไม่ว่าจะเป็นการดูแลรักษาความสะอาด การดูและในเรื่องของสุขอนามัย รวมไปถึงหากเป็นมาก ๆ อาจต้องพึ่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ให้ช่วยทำการรักษา ซึ่งผู้เข้ารับการรักษานั้นจะต้องศึกษาข้อมูลให้ดีไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล ซึ่งจะต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะต้องพร้อมให้บริการและให้คำปรึกษาที่ดีทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง